วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โรคชาฝ่าเท้า ปวดแสบปวดร้อนเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงฝ่าเท้า



โรคชาฝ่าเท้า ปวดแสบปวดร้อนเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงฝ่าเท้า


โรคชาฝ่าเท้า ปวดแสบปวดร้อน มีสาเหตุจากการกดทับส้นประสาทที่ไปเลี้ยงเท้าและฝ่าเท้า จะมีอาการปวด ชาตั้งแต่ด้านในของข้อเท้า ไปยังบริเวณของส้นเท้าและฝ่าเท้า

สาเหตุ

สาเหตุของการกดทับเส้นประสาท และทำให้สารทอักเสบมีได้หลายอย่างเช่น การได้รับอุบัติเหตุข้อเท้าพลิก การมีเส้นเลือดก่อรูปผิดปกติในบริเวณของเส้นประสาททำให้เกิดการกดทับ  การมีถุงน้ำหรือก้อนไขมันที่บริเวณข้อเท้า  การมีสารทยืดจากความผิดปกติของรูปเท้า

อาการอาจจะมีตั้งแต่ปวดแสบปวดร้อนจนถึงอาการชา  ที่บริเวณเส้นประสาทไปเลี้ยงเช่นด้านในของข้อเท้า ฝ่าเท้า ส่งผลทำให้เกิดการฝ่อของกล้ามเนื้อ จนกระทั่งส่งผลต่อการเดินของผู้ป่วย




ภาพแสดงตำแหน่งของฝ่าเท้าและข้อเท้าที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนและชา เนื่องจากเส้นประสาทกดทับ




การวินิจฉัย

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูตำแหน่งของฝ่าเท้าที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนและชา
  • การตรวจการนำสื่อประสาท
  • การใช้ ultrasound หรือ MRI เพื่อดูว่ามีก้อน หรือเส้นเลือดไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่


แนวทางการรักษา

  1. ฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปในตำแหน่งของข้อเท้าที่มีการกดทับเส้นประสาท
  2. การยืดของกล้ามเนื้อน่อง
  3. การแก้รูปเท้าที่ผิดปกติในผู้ป่วยที่มีเท้าแบะออกด้านข้าง Plano-Valgus foot
  4. การรักษาด้วยการทานยาลดการอักเสบและยาแก้ปวด
  5. ถ้ารักษาด้วยวิธีการดังกล่าวทั้งหมดแล้วไม่ดีขึ้นก็แนะนำรักษาด้วยการผ่าตัด เอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก

-------------------------------------------------------------------------------------------
มีคำถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อมาที่ line id search : @doctorkeng 
-----------------------------------------------------------------------



ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
line ID search : @doctorkeng

























References

  1. http://emedicine.medscape.com/article/1236852-overview













วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การปฏิบัติตนเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีและหลีกเลี่ยงการเกิดโรค


การปฏิบัติตนเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีและหลีกเลี่ยงการเกิดโรค


 ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือปัญหาเรื่องโรคกระดูกและข้อทำให้เกิดอาการปวดตามข้อและ กระดูก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเนื่องจากการเสื่อมของร่างกายเช่น ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเข่า และกระดูกพรุน ดังนั้นการป้องกันในเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆจะช่วยลดปัญหาเรื่องของกระดูก และข้อ ป้องกันอาการปวดที่อาจจะเกิดขึ้นได้
1.  น้ำหนักของร่างกายควรอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่อ้วนมากเกินไป ถ้าน้ำหนักมากเกินไปก็ควรจะลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักร่างกาย เนื่องจากน้ำหนักที่มากจะทำให้ท่านมีความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม โรคปวดหลัง นอกจากนั้นน้ำหนักร่างกายที่มากยังทำให้ท่านมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความ ดันโลหิตสูง เบาหวาน เก๊าท์ ไขมันในเลือดสูง ซึ่งความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆมากมาย ดังนั้นการลดน้ำหนักที่สำคัญได้แก่
a.        การหลีกเลี่ยง 3 ขาว ได้แก่
                                                    i.      อาหารประเภทแป้งเช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง  ให้ทานผักมากๆ และเนื้อปลา
                                                   ii.      น้ำตาล  หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่หวาน ใส่น้ำตาลมาก
                                                  iii.      เกลือ  หลีกเลี่ยงการทานอาหารเค็ม เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ร่างกายมีการสะสมมากขึ้น เกิดอาการบวม ทำให้ไตทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น
b.        การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 15-30 นาที  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอดีกว่าการโหมออกกำลังกายหนักเพียงวันหรือสองวัน ถามว่าการออกกำลังอะไรบ้างที่ดีที่เหมาะสม
                                                    i.      ว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ เหมาะสมกับคนไข้ที่มีอาการปวดหลัง
                                                   ii.      การใช้เครื่องช่วยออกกำลังกายเช่น elliptical exercise (รูปที่ 1)
                                                  iii.      การเดินเพื่อออกกำลังกาย

2. พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
a.        การ นั่งกับพื้น การนั่งยองๆ การนั่งคุกเข่า การนั่งขัดสมาธิ การนั่งพับเพียบ เนื่องจากการนั่งกับพื้นนานๆ จะทำให้น้ำหนักกดลงบริเวณกระดูกสันหลังบริเวณเอวส่วนล่างมาก จะทำให้มีอาการปวดมากขึ้น และการงอเข่ามากๆก็จะเพิ่มความดันภายในข้อเข่า ทำให้กระดูกสะบ้าเกิดการเสียดสีกับกระดูกบริเวณข้อเข่า เกิดข้อเข่าเสื่อมและทำให้มีอาการปวดเข่าได้
b.        การยกของหนัก หรือก้มยกของ
c.         การแหงนศรีษะเป็นเวลานาน หรือท่านอนนระผมแล้วมีการแหงนศรีษะมาก
3. ในผู้สูงอายุยิ่งควรระมัดระวัง
a.        การลื่นหกล้ม แก้ไขโดย
                                                    i.      การเปิดไฟภายในบ้านให้สว่างเพียงพอ
                                                   ii.      วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อป้องกันการสะดุดล้ม
                                                  iii.      การติดราวจับไว้ภายในห้องน้ำ เพื่อให้จับเวลาเดินในห้องน้ำ
                                                 iv.      อย่าใช้ผ้ารองพื้นที่ลื่น
                                                  v.      อย่าเลี้ยงสัตว์ไว้ภายในบ้าน เพราะอาจวิ่งชนทำให้หกล้มได้ง่าย 
การหลีกเลี่ยงอาการปวดเนื่องจากพฤติกรรม 

a.        หลีกเลี่ยงการแหงนศีรษะ เนื่องจากการแหงนศีรษะจะทำให้กระดูกสันหลังข้อต่อบริเวณคอมีการรับน้ำหนัก เพิ่มมากขึ้น และถ้าในกรณีที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ก็จะทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มขึ้น ท่าที่มักทำให้เกิดอาการปวดเช่น แหงนศีรษะดูต้นไม้ นก หรือนอนสระผมตามร้านที่ต้องนอนแหงนศีรษะนานๆ 

a.        เมื่อท่านมีอาการปวดไหล่ ก่อนที่จะไปนวด ไปทำกายภาพบำบัด ควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อน เพราะสาเหตุของอาการปวดไหล่ส่วนใหญ่มักเกิดจากเส้นเอ็นอักเสบ หรือมีการฉีกขาดของเส้นเอ็น เพราะฉะนั้นเมื่อท่านมีอาการปวดไหล่แล้วไปนวดบริเวณไหล่ ก็จะทำให้มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น
b.        นอกจาก นั้นท่าที่ต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีอาการปวดไหล่ได้แก่ การแกว่งไหล่ขึ้นเหนือศีรษะ เนื่องจากว่า อาการปวดไหล่ในส่วนใหญ่มักจะเกิดจากมีการเสื่อมของกระดูกข้อต่อบริเวณข้อ ไหล่ และกระดูกที่บริเวณข้อไหล่มีการโค้งตัวลงมามาก อาจมีกระดูกงอกออกมาเนื่องจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ร่วมกับการเสื่อมของเส้นเอ็นอาจจะมีการบวม ทำให้เมื่ออายุมากขึ้นมักจะมีอาการปวดไหล่ และอาจจะมีการฉีกกขาดของเส้นเอ็นได้ ดังนั้นจึง
c.       หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยการแกว่งไหล่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดไหล่อยู่แล้ว
d.        หลีกเลี่ยงการเอื้อมหยิบของและต้องหมุนไหล่มากๆเช่น ในรถ ถ้าท่านนั่งเบาะด้านหน้า อย่าพยายามเอื้อมไปหยิบของด้านหลังรถ เพราะจะทำให้เกิดการบิดหมุนไหล่มากและจะทำให้เกิดอาการปวดไหล่ขึ้นมาได้ เนื่องจากเส้นเอ็นจะไปเสียดสีกับกระดูกที่บริเวณไหล่ทำให้มีอาการปวด 

a.        หลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้นราบ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ  การนอนคว่ำเพราะการกระทำในท่าต่างๆเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักของร่างกายถ่ายไป ยังข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวมาก อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดหลังได้
b.        หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก เพราะถ้าก้มยกของหนักจะเพิ่มโอกาสในการเกิดหมอนรองกระดูกฉีกขาด และเคลื่อนกดทับเส้นประสาทได้
c.         ในกรณีที่มีอาการปวดหลังอยู่แล้ว และไปนวดเพื่อแก้อาการปวดหลัง ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ เนื่องจากการนอนคว่ำจะทำให้น้ำหนักของร่างกายถ่ายไปยังกระดูกข้อต่อสันหลัง รวมทั้งในกรณีที่มีหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทอยู่แล้ว ก็จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น
d.        เวลาไอหรือจามอย่าก้มตัวมาก เพราะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้ เพราะเวลาไอหรือจามจะมีการเพิ่มความดันภายในช่องท้องมาก และในท่าก้มก็เป็นท่าที่มีความเสี่ยงของการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลัง
e.        การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานควรจะเลือกจักรยานที่มีเบาะขนาดใหญ่ และตัวไม่ก้มมากเกินไป เพราะถ้าใช้เบาะเล็กแล้วจะทำให้เกิดการกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพทางเพศได้

a.        ลดน้ำหนักร่างกายในกรณีที่ท่านมีน้ำหนักมากกว่าปกติ
b.        หลีกเลี่ยงการงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ
c.         ถ้ามีอาการปวดเข่ามากให้ใช้ไม้เท้าเพื่อพยุงในการเดิน โดยถือไม้เท้าด้านตรงข้ามกับเข่าข้างที่มีอาการ เพื่อจะช่วยในการกระจายน้ำหนักเวลาเดิน

เครื่องออกกำลังกายวงรี
หลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น
 






_________________________________________________

สอบถามปัญหา

สุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search @doctorkeng 

กรุณากดลิงก์ http://line.me/ti/p/%40vjn2149j 

หรือที่ QR code
แล้วกด add นะครับ

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่
โทร 081-5303666
หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เทคโนโลยีใหม่ ในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกและข้อด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound)

เทคโนโลยีใหม่ ในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกและข้อด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound)

          ปัจจุบันการรักษาโรคกระดูกและข้อมีการพัฒนาก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็ว และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เราได้มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูง หรือ ultrasound มาช่วยในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งนำมาใช้ระบุตำแหน่งในการฉีดยาตรงบริเวณที่เป็นโรค เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษาประสบผลสำเร็จมากกว่าในอดีตที่มีการฉีดยา เฉพาะที่โดยไม่ได้ใช้เครื่อง ultrasound  ดังนั้นเครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound จึงมีประโยชน์มากในการรักษาอาการต่างๆในโรคกระดูกและข้อ ทั้งในการวินิจฉัยและการระบุตำแหน่งของรอยโรค ซึ่งอาการของกระดูกและข้อต่างๆเหล่านี้สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาที่ถูก ต้องได้แก่

1. อาการปวดไหล่ ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/shoulder-km/166-shoulderdisease-correct-diag.html) ซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ยกไหล่แล้วมีอาการเจ็บ ไหล่ติด บางครั้งอาการปวดมากจนขยับไม่ได้ หรือนอนทับไหล่ข้างนั้นก็จะมีอาการปวด ซึ่งเราสามารถนำเครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound มาช่วยในการวินิจฉัยภาวะของส้นเอ็นที่มีการฉีกขาด เอ็นอักเสบ มีการบวมน้ำ หรือภาวะที่มีแคลเซียมในเส้นเอ็นและทำให้เกิดการอักเสบ ไม่ต้องรอดูอาการ โดยการลองทานยา ไปนวด ทำกายภาพบำบัดแล้วมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเราสามารถวินิจฉัยภาวะของอาการปวดไหล่ไปแล้ว การฉีดยาเพื่อลดอาการปวด อาการอักเสบก็สามารถระบุตำแหน่งที่จะฉีดยาได้อย่างแม่นยำ ไม่ได้ฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็น ซึ่งจะมีผลทำให้เส้นเอ็นมีการฉีกขาดเพิ่มมากขึ้น





2. อาการปวดเข่า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/knee-km/123-knee-asking.html)  สามารถใช้เครื่องเสียงความถี่สูงในการดูเรื่องของการมีน้ำในข้อเข่า เนื่องจากมีการอักเสบ การดูกระดูกงอกบริเวณรอบๆข้อเข่า การประเมินถุงน้ำบริเวณด้านหลังเข่า ซึ่งหลังจากวินิจฉัยได้แล้วก็สามารถใช้เครื่อง ultrasound เป็นตัวบ่งบอกตำแหน่งในการดูดน้ำที่เกิดจากการอักเสบ และฉีดยาเข้าไปในข้อเข่าได้อย่างแม่นยำ






3. อาการปวดหลัง ( http://www.taninnit.com/mor-keng-knowledge/mor-keng_gen-km/90-backachec-not-surgery.html) ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดหลัง หรือร่วมกับมีอาการปวดร้าวลงบริเวณก้น ปวดร้าวลงขา ร่วมกับมีอาการชา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือมีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาท จึงทำให้ผู้ป้วยมีอาการดังกล่าว ดังนั้นการฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยการใช้เครื่องultrasound เป็นตัวบ่งบอกในการฉีดยาจะทำให้สามารถฉีดได้ถูกตำแหน่ง ช่วยลดอาการปวดลงเป็นอย่างมาก ร่วมกับการรับประทานยาและการปรับพฤติกรรม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/back-neck-km/113-backpain-change.html )


4. อาการปวดต้นคอ ( http://www.taninnit.com/mor-keng-knowledge/mor-keng_gen-km/neck-km/114-neckpain-disk.html ) สาเหตุก็คล้ายกับอาการปวดหลัง ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม หรือมีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงสะบัก ร้าวลงแขน ร่วมกับมีอาการชาที่แขนและมือร่วมด้วย อาการปวดส่วนหนึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และมีการอักเสบของเส้นประสาท เราสามารถใช้เครื่อง ultrasound ระบุตำแหน่งของแส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อในบริเวณที่มีอาการปวด และฉีดยาไปในตำแหน่งนั้น เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว บรรเทาอาการปวดได้เป็นอย่งมาก ร่วมกับการรักษาด้วยการรับประทานยา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/176-bone-disease-suggest.html )



5. อาการปวดบริเวณส้นเท้า ( http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/87-foot-fascia.html )  สาเหตุหลักคือมีการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้า ชั้นไขมันบริเวณส้นเท้าบางลง และมีการหดตัวของเส้นเอ็นร้อยหวายที่บริเวณส้นเท้า ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากเวลาเดิน หรือยืนนานๆ หรือตื่นนอนตอนเช้าเมื่อก้าวลงจากเตียงจะมีอาการเจ็บปวดมากบริเวณส้นเท้า ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ น้ำหนักตัวที่มาก การยืนนานๆ การเดินหรือวิ่งมากๆ พบได้บ่อยเช่น นักกอล์ฟ พ่อค้าแม่ค้าที่ยืนขายของเป็นระยะเวลานาน การรักษาอย่างหนึ่งได้แก่การฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปยังตำแหน่งบริเวณที่มี การอักเสบ ซึ่งเราสามารถระบุตำแหน่งที่ถูกต้องด้วยการใช้เครื่องเสียงความถี่สูงหรือ ultrasound มาใช้ประโยชน์



_________________________________________________
เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ
เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ
line id search @doctorkeng กรุณากดลิงก์ http://line.me/ti/p/%40vjn2149j 
หรือที่ QR code
แล้วกด add นะครับ

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่
โทร 081-5303666
หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 หมอเก่งคลินิก (สันป่าข่อยคลินิก)

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

สวัสดีครับ ผมนำเทปบันทึกรายการห้องแพทย์ เรื่อง สารพันปัญหากระดูกและข้อ ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ทาง FM 100 เสียงสื่อสารมวลชน มาให้่ทุกท่านรับฟังกันนะครับ ซึ่งในรายการมีการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหากระดูกและข้อที่พบบ่อย และตอบคำถามโรคกระดูกและข้อจากผู้ฟังรายการครับ https://youtu.be/_83XrqNNNPU  โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์  ดำเนินรายการโดยคุณรัตนาภรณ์ สุวคนธ์



เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search   @doctorkeng

กรุณากดลิงก์ด้านล่างครับ
http://line.me/ti/p/%40vjn2149j  แล้ว add นะครับ

อ่านความรู้กระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่ www.taninnit.com นะครับ

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

FM100 เสียงสื่อสารมวลชน สารพันปัญหากระดูกและข้อ

วันนี้อีกครั้งนะครับอย่าลืมติดตามฟังวิทยุ รายการร้อยสาระ ช่วงห้องแพทย์  เรื่อง สารพันปัญหากระดูกและข้อ ทาง วิทยุ FM100 เสียงสื่อสารมวลชน 2 โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ หรือหมอเก่งเวลา 11.15 - 12.00น. ครับ

สำหรับท่านที่พลาดฟัง ผมจะเอามาลงย้อนหลังให้นะครับ 

เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ

line id search   @doctorkeng

กรุณากดลิงก์ด้านล่างครับ
http://line.me/ti/p/%40vjn2149j  แล้ว add นะครับ

อ่านความรู้กระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่ www.taninnit.com นะครับ

ปวดหลัง
 https://www.youtube.com/watch?v=tREzu3x386o&feature=youtu.be&html5=1

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปวดไหล่

ปวดไหล่
ท่านผู้อ่านคงเคยมีประสบการณ์ของการปวดไหล่ โดยเฉพาะเวลาบิดหมุนข้อไหล่ อาการปวดไหล่มีสาเหตุในการเกิดมากมายหลายอย่าง ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาภายในข้อไหล่เอง อาจจะเกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ที่อยู่รอบๆบริเวณข้อไหล่ ซึ่งอาการปวดไหล่มักจะมีอาการแย่ลง และปวดเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ อาการปวดมักจะเริ่มมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่ และร้าวไปยังบริเวณต้นแขน โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี อาจจะมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่เมื่อหมุนไหล่ในการใส่เสื้อชุดชั้นใน หรือเสื้อยืด บางครั้งอาการปวดหัวไหล่อาจเกิดจากโรคหมอนรองกระดูกต้นคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวมายังที่บริเวณหัวไหล่ ตามเส้นประสาทที่ถูกกดทับ 
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดไหล่
อาการปวดไหล่ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาการอักเสบ และการเสื่อมของเนื้อเยื่ออ่อนเช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น มากกว่าเกิดจากกระดูก ส่วนใหญ่มักแบ่งได้เป็น 
•         เส้นเอ็นอักเสบ และถุงน้ำอักเสบ : เส้น เอ็นมีลักษณะเป็นเส้นเป็นส่วนต่อระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูก เส้นเอ็นอักเสบส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากกระบวนการเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นเมื่อ อายุมากขึ้นผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดไหล่เพียงเล็กน้อย  อาการจะเป็นๆหายๆ เริ่มมีอาการอ่อนแรงของข้อไหล่ และข้อไหล่เคลื่อนไหวลำบากโดยเฉพาะ ท่าที่ยกแขนขึ้นไปเหนือศีรษะ อาการเส้นเอ็นอักเสบชนิดเฉียบพลันอาจจะหายไปได้ถ้าผู้ป่วยหยุดกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเป็นระยะเวลานานพอสมควรเพื่อที่จะให้ไหล่ได้พัก  ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดเส้นเอ็น และการประคบด้วยความร้อน ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้นผู้ป่วยอาจต้องรับประทานยาลดการอักเสบ หรือการฉีดยาสเตียรอยด์ ถ้ารักษาด้วยการรับประทานยา และฉีดยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นอาจจะต้องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยากเพิ่มเติม เพื่อดูว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือไม่ และตรวจแยกโรคอื่นออกไป 
การเกิดหินปูนภายในเส้นเอ็นที่ยึดเกาะบริเวณข้อไหล่ก่อให้เกิดการอักเสบ  จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่ขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ไม่สามารถขยับข้อไหล่ได้เพราะมีอาการเจ็บปวดเป็นอย่างมาก 
โรคข้อไหล่ติด  ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อไหล่ติดยึดได้แก่  ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 10 – 20  อาการข้อไหล่ติดมักเกิดในช่วงอายุประมาณ 40 – 65 ปี เกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง  ปัจจัย เสี่ยงอย่างอื่นเช่น มีการจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานซึ่งอาจเกิดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคซึมเศร้า โรคหมอนรองกระดูกต้นคอเสื่อมซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมขยับไหล่แล้วทำให้ข้อไหล่ติด แพทย์ จะทำการตรวจร่างกายทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ดูว่ามีข้อไหล่ติด หรือมีอาการปวดในท่าใดบ้าง บางครั้งแพทย์อาจส่งตรวจถ่ายภาพเอกซเรย์เพื่อดูว่าตัวของกระดูกมีปัญหาหรือ ไม่  การรักษาเริ่มต้นส่วนใหญ่มักให้
•         ยาลดการอักเสบ และยาบรรเทาปวดเพื่อทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น 
•         การทำกายภาพบำบัดเพื่อให้ข้อไหล่สามารถกลับมาใช้งานและเคลื่อนไหวให้ได้เหมือนเดิม  การประคบด้วยความร้อน 
•         การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ 
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจต้องตรวจพิเศษด้วยเครื่อง MRI เพื่อดูว่ามีพยาธิสภาพอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เส้นเอ็นไหล่มีการฉีกขาด  การ ผ่าตัดมักทำในกรณีที่ให้การรักษาด้วยวิธีข้างต้นไม่ดีขึ้นเป็นระยะเวลานาน หลายเดือน การผ่าตัดมักจะใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปแล้วตัดสลายพังผืด ถ้าพบว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นก็อาจจะผ่าตัดซ่อมแซมร่วมด้วย 
เกิดการฉีกขาดของเส้นเอ็นรอบๆบริเวณข้อไหล่ อันเนื่องมากจากการเสื่อมของกระดูกข้อต่อบริเวณไหล่ ทำให้เกิดการเสียดสีของเส้นเอ็นและกระดูกบริเวณรอบๆ รวมทั้งเส้นเอ็นมีการเสื่อม ทำให้เกิดการอักเสบและง่ายต่อการฉีกขาด 
•         อาการปวดร้าวมาจากโรคบริเวณต้นคอ เช่นหมอนรองกระดูกคอเสื่อมก็ทำให้มีอาการปวดร้าวมาที่ไหล่ได้ 
ดังนั้นการซักประวัติ และการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แม่นยำเพิ่มมากขึ้นและสามารถให้การรักษาได้ถูกต้องตรงตำแหน่งกับรอยโรคที่เป็น สำหรับกรณีของผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นเอ็นไหล่อักเสบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดจากกระบวนการเสื่อมของเส้นเอ็นร่วมกับ การเสื่อมของกระดูกบริเวณหัวไหล่ ทำให้เกิดการเสียดสีของเส้นเอ็นในบริเวณหัวไหล่และกระดูก ในบางครั้งอาจทำให้เกิดการฉีกขาดของเส้นเอ็น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดไหล่มาก ไม่สามารถยกไหล่ขึ้นเหนือศีรษะได้  ปวดมากขึ้นเวลาบิดหมุนข้อไหล่ และเกิดอาการอ่อนแรงรอบๆข้อไหล่ สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาอาการปวดไหล่คือการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ 
การใช้ยาสเตียรอยด์ฉีดเพื่อลดอาการอักเสบข้อเส้นเอ็นสามารถบรรเทาปวดในผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นอ็นอักเสบได้อย่างมาก ที่สำคัญสำหรับการฉีดยาสเตียรอยด์คือ ต้องไม่ฉีดเข้าไปภายในเส้นเอ็นโดยตรง เพราะจะทำให้เส้นเอ็นเกิดการฉีกขาดได้ ควรฉีดเข้าไปที่ชั้นระหว่างเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ไปประมาณ 2 ครั้งแล้วอาการปวดไม่ดีขึ้นก็สมควรที่จะได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเช่น การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่บริเวณหัวไหล่ เพื่อประเมินลักษณะของการอักเสบ การฉีกขาดของเส้นเอ็น รวมทั้งกายวิภาคของกระดูกในบริเวณไหล่ ซึ่งสามารถช่วยให้แพทย์ให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไปได้ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นร่วมกับการตรวจพบว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่ การรักษาด้วยการส่องกล้องเข้าไปยังบริเวณข้อไหล่ ร่วมกับการเย็บซ่อมแซมเส้นเอ็นส่วนที่ฉีกขาดก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดไหล่ และทำให้การทำงานของไหล่ข้างที่มีพยาธิสภาพนั้นทำงานได้ดียิ่งขึ้น 
ปัจจุบันพบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคปวดไหล่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่า ผู้ป่วยมีอายุยืนนานเพิ่มมากขึ้น แพทย์มีความรู้ ความเข้าใจในการวินิจฉัยโรคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการมีเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยได้แม่นยำเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต ทั้งในเรื่องของการวินิจฉัยด้วยเครื่องเสียงความถี่สูง (ultrasound) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ซึ่งมีความแม่นยำสูงในการวินิจฉัยโรค และเทคนิคการฉีดยาสเตียรอยด์ด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวนำ ช่วยทำให้การฉีดยารักษาอาการปวดไหล่มีความแม่นยำเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง ลดอันตรายจากการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปที่บริเวณเส้นเอ็นโดยตรง ลดอุบัติการณ์การฉีกขาดของเส้นเอ็นจากการฉีดยา  ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลได้ผลดีขึ้นเป็นอย่างมาก 


ถ้าท่านเริ่มต้นมีอาการไหล่ติดควรไปพบศัลยแพทย์กระดูกก่อนเพื่อให้แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายเพื่อการวินิจฉัยโรคและให้การรักษาที่ถูกต้องเพื่อลดความทรมานจากอาการปวดไหล่ ข้อไหล่ติด รวมทั้งสามารถใช้ไหล่ทำงานได้ดีเป็นปกติ 


            ปวดไหล่
   

    ปวดไหล่ทำให้เคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ไม่สุด


ภาพแสดงการฉีกขาดของเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่



การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีความชัดเจนและให้การวินิจฉัยที่แม่นยำ




การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องเสียงความถี่สูง ช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและเป็นเครื่องนำทางในการฉีดยาได้แม่นยำมาก











ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์  ภาควิชาออร์โทปิดิกส์  คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
tleerapun@gmail.com ,  www.taninnit.com , 
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
 line ID search : keng3407


วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

เก๊าท์ อ้วนมากระวังเก๊าท์

อ้วนมากระวัง เก๊าท์ 
โรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยโดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า40 ปี อาการที่เป็นส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวด บวมที่บริเวณเท้าโดยเฉพาะที่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า ผู้หญิงก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเก๊าท์ได้ในช่วงที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น อุบัติการณ์การเกิดโรคเก๊าท์พบสูงเพิ่มขึ้นในคนทั่วไปซึ่งมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องหลายประการ 
1.การเพิ่มขึ้นของระดับกรดยูริกในเลือดมักจะมีความสัมพันธ์กับโรคที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่เรียกว่า metabolic syndrome และเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องการรับประทานอาหารโดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูงและพบในคนอ้วน  2. การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง 3. การรับประทานผลไม้เครื่องดื่มที่หวานมากๆซึ่งจะมีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก  ปัจจุบันอุบัติการณ์ของโรคเก๊าท์เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากความอ้วนและการบริโภคของเรานั่นเอง  ดังนั้นเราเองจึงควรต้องระมัดระวังเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะทำให้เกิดโรคเก๊าท์เช่น การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเช่น หน่อไม้ สัตว์ปีก ยอดผักต่างๆ  การดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต 
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์เฉียบพลันมักจะมีอาการปวดบวม แดงร้อน ในตำแหน่งที่เป็น อาการมักจะเป็นอย่างรวดเร็ว อาการจะปวดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมากเนื่องจากทำให้มีอาการปวดตามข้อ เคลื่อนไหวลำบาก นอกจากนี้ในระยะยาวโรคเก๊าท์ที่เป็นตามข้อต่างๆจะทำลายกระดูกอ่อนของผิวข้อทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมตามมา การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ประวัติของการที่เคยมีอาการปวด บวมแดงร้อนของข้อ โดยเฉพาะที่ตำแหน่งของนิ้วหัวแม่เท้า การมีอยู่ของก้อนโทไฟที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่ออ่อนหรือที่เรียกว่าก้อนTophi  การตรวจระดับของกรดยูริกในกระแสเลือดก็จะมีส่วนสำคัญในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตามในบางครั้งระดับยูริกในกระแสเลือดของผู้ป่วยที่สูงก็อาจจะไม่ทำให้เกิดอาการปวดบวมแดงร้อนที่บริเวณของข้อได้ ดังนั้นการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ได้ ผู้ป่วยต้องมีอาการอักเสบของข้อร่วมกับการตรวจระดับยูริกจึงจะช่วยในการวินิจฉัยโรค การถ่ายภาพเอกซเรย์ไม่ได้มีส่วนในการวินิจฉัยโรคเก๊าท์ในระยะเริ่มแรก แต่สามารถช่วยแยกโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการเสื่อมของข้อได้  ตัวผู้ป่วยเองเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดระดับยูริกในกระแสเลือดสูงเช่น เป็นโรคที่มีการเผาผลาญพลังงานผิดปกติหรือไม่ ซึ่งมักจะพบว่าผู้ป่วยมีโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานและโรคอ้วนร่วมอยู่ด้วย ต้องตรวจเลือดและสืบค้นว่าผู้ป่วยมีปัญหาโรคไตเรื้อรัง การใช้ยาขับปัสสาวะในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์และอายุน้อยกว่า25 ปี มักจะมีประวัติของครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์เมื่ออายุยังน้อย รวมทั้งประวัติเป็นโรคนิ่วที่ไต
การรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะคือระยะที่เกิดข้ออักเสบเฉียบพลันที่ทำให้ผู้ป่วยมีข้ออักเสบ ปวดบวมแดงร้อนของข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ร่วมกับการให้ยา colchicine เพื่อลดอาการอักเสบของข้อและลดอาการปวด หรือในบางครั้งการใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลันก็จะมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและมีการติดเชื้อ การใช้ยาลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่เรียกว่า  NSAIDs จะมีข้อห้ามใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง  การใช้ยา colchicine ในการรักษาโรคเก๊าท์เฉียบพลันอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ นอกจากการใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวมของข้อแล้ว ผู้ป่วยต้องลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรมการรับประทาน โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารเพียวรีนซึ่งกระตุ้นทำให้เกิดระดับของกรดยูริกสูงในกระแสเลือก และเกิดโรคเก๊าท์เช่น สัตว์ปีก การรับประทานของหวาน และการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 
ในระยะต่อมาผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือด เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเก๊าท์แบบเฉียบพลัน การเกิดก้อนโทไฟ การให้ยาเพื่อลดระดับยูริกในกระแสเลือดจะให้เมื่ออาการกำเริบของโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่มีอาการปวด บวม แดงร้อน หายไปแล้ว ยาที่นิยมใช้ในการรักษาคือยาอัลโลพูลินิล Allopurinol ซึ่งมักจะเริ่มให้ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมก่อน และจะปรับปริมาณยาเพิ่มสูงมากขึ้นทุก 2 – 4 สัปดาห์ ซึ่งอาจปรับยาได้จนถึงระดับ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับการใช้ยาโคชิซินร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคข้ออักเสบแบบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการแพ้ยาอัลโลพูรินอลได้ แต่พบในปริมาณที่ไม่มาก ถ้ามีอาการผื่น ไข้ จำเป็นต้องหยุดรับประทานยาทันที 
ในผู้ป่วยที่มีก้อนโทไฟอันเนื่องมาจากการตกผลึกของกรดยูริกที่บริเวณเนื้อเยื่ออ่อนซึ่งอาจจะพบตามผิวหนังในบริเวณต่างๆก็จะค่อยยุบตัวลง แต่อาจจะใช้ระยะเวลานาน ในกรณีที่ก้อนโทไฟมีการติดเชื้อ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนออก 
เป้าประสงค์สำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคเก๊าท์คือการลดระดับปริมาณยูริกในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่ต่ำ ป้องกันการเกิดการอักเสบของข้อแบบเฉียบพลัน และป้องกันระบบอวัยวะภายในอื่นที่จะสูญเสียอันเนื่องมาจากระดับกรดยูริกที่สูง เพราะระดับกรดยูริกที่สูงจะมีผลให่เกิดการอักเสบมีผลทำลายเยื่อบุต่างๆของอวัยวะภายในร่างกายทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาเช่น ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย การทำงานของไตผิดปกติ การเกิดนิ่วในไต และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ในที่สุด 
โรคเก๊าท์เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน มีผลต่อร่างกายทั้งระยะสั้นคือการอักเสบของข้อบริเวณต่างๆโดยเฉพาะที่บริเวณเท้า หัวแม่เท้า ข้อเข่า นอกจากนั้นในระยะยาวยังมีผลทำให้เกิดภาวการณ์อักเสบเรื้อรังของร่างกายมีผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิตเกิดภาวะความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งการเกิดโรคไตวายได้ในระยะสุดท้ายของโรค การให้การวินิจฉัย การรักษาที่ถูกต้องมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ไม่ทนทุกข์ทรมานจากการเกิดข้ออักเสบ ดังนั้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อรักษาอาการปวด บวมข้ออักเสบในระยะแรกแล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับการรักาต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด และหมั่นตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้ 






















ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์  ภาควิชาออร์โทปิดิกส์  คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
tleerapun@gmail.com ,  www.taninnit.com , 
Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง,
 line ID search : keng3407