วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ปวดนิ้ว!!!!

ปวดนิ้ว!!!!

“เมื่ออาการปวดนิ้วไม่ธรรมดา: เรื่องราวของ Glomus Tumor”

หลายคนคงเคยเจอปัญหานิ้วปวด ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงานหนักหรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากคุณเคยมีอาการปวดนิ้วที่รุนแรงมาก รู้สึกเหมือนมีเข็มแทง โดยเฉพาะเวลาสัมผัสกับของเย็น หรือกดใช้งานนิ้ว อาจมีโอกาสที่คุณกำลังเผชิญกับ Glomus Tumor อาการที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่มันสามารถสร้างความทรมานให้กับชีวิตประจำวันได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

Glomus Tumor คืออะไร?

Glomus Tumor เป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณปลายนิ้ว โดยเฉพาะใต้เล็บของเรา ซึ่งเนื้องอกนี้เป็นชนิดที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต มันไม่ใช่เนื้องอกที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แต่ปัญหาคืออาการปวดที่มาพร้อมกับมัน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายหรือทรมานจากอาการปวดแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การหยิบจับสิ่งของ การพิมพ์งาน หรือแม้แต่การสัมผัสสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นเรื่องยาก

เนื้องอกชนิดนี้มาจากกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า Glomus Body ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ช่วยควบคุมการไหลเวียนของเลือดในร่างกายของเรา โดยเฉพาะการปรับตัวเมื่อเราเจอกับสภาพอากาศเย็น แต่เมื่อเกิดการเจริญเติบโตผิดปกติ ก็อาจเกิดเป็นเนื้องอกเล็ก ๆ ใต้เล็บของเราได้

อาการและสัญญาณของ Glomus Tumor

แม้ว่า Glomus Tumor จะเป็นเนื้องอกขนาดเล็กที่อาจไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันมีอาการที่ชัดเจนหลายอย่าง ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้ อาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้:

1. อาการปวดรุนแรง: อาการปวดที่มักจะเกิดขึ้นบริเวณปลายนิ้วหรือใต้เล็บ มักจะปวดในลักษณะเหมือนมีเข็มแทงหรือแปลบปลาบ ซึ่งอาการนี้อาจจะมีมากขึ้นเมื่อสัมผัสกับสิ่งของที่เย็นหรือถูกน้ำเย็น

2. ความไวต่อการสัมผัส: นิ้วที่มี Glomus Tumor มักจะมีความไวต่อการสัมผัสมากกว่าเดิม เวลาใช้ในการหยิบจับสิ่งของ อาจจะรู้สึกเจ็บง่ายกว่าปกติ

3. บวมและมีจุดแดงใต้เล็บ: บางครั้งอาจเห็นจุดแดง ๆ เล็ก ๆ ใต้เล็บ หรือเล็บดูบวมผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการมีเนื้องอก

4. อาการหนาวเจ็บ: ในบางกรณี คนที่มี Glomus Tumor จะรู้สึกเจ็บเมื่อสัมผัสกับสิ่งเย็น ๆ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศเย็น

ทำไม Glomus Tumor ถึงเป็นปัญหา?

แม้ว่า Glomus Tumor จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การมีเนื้องอกชนิดนี้ในนิ้วสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก ผู้ป่วยบางคนอาจไม่สามารถใช้นิ้วทำงานได้เลย เช่น การพิมพ์ การทำอาหาร หรือแม้กระทั่งการสวมใส่เสื้อผ้า เพราะทุกครั้งที่ใช้นิ้วจะรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ความไวต่อความเย็นยังเป็นปัญหาใหญ่ ผู้ป่วยบางคนอาจไม่สามารถสัมผัสกับน้ำเย็น หรือสิ่งของที่เย็นได้โดยไม่รู้สึกเจ็บ ทำให้การทำกิจกรรมธรรมดาๆ เช่น การล้างมือหรือล้างจานกลายเป็นเรื่องยาก

การวินิจฉัย Glomus Tumor

การวินิจฉัย Glomus Tumor โดยทั่วไปมักจะเริ่มต้นจากการตรวจร่างกายของแพทย์ แพทย์จะใช้การตรวจสัมผัสและตรวจสอบบริเวณที่มีอาการปวดเพื่อตรวจหาลักษณะของเนื้องอก นอกจากนี้แพทย์อาจใช้การส่องแสงผ่านเล็บ (Transillumination) เพื่อดูว่าเนื้องอกมีการก่อตัวขึ้นหรือไม่

หากยังไม่ชัดเจน แพทย์อาจสั่งให้ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) หรือ MRI เพื่อดูรายละเอียดของเนื้องอกที่ซ่อนอยู่ใต้เล็บ ซึ่งการตรวจ MRI จะช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและขนาดของเนื้องอกได้อย่างชัดเจน

การรักษา Glomus Tumor

โชคดีที่ Glomus Tumor สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาหลักที่ใช้คือการ ผ่าตัด เพื่อนำเนื้องอกออก ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กที่ใช้เวลาไม่นาน แพทย์จะเปิดเล็บเพื่อนำเนื้องอกออก และในกรณีส่วนใหญ่ อาการปวดจะหายไปทันทีหลังจากการผ่าตัด

แม้ว่าการผ่าตัดจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อย เช่น การติดเชื้อหรือการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อที่ช้า แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมาใช้นิ้วได้ปกติภายในไม่กี่สัปดาห์

ทำไมคุณควรรีบพบแพทย์?

หากคุณหรือคนใกล้ตัวเริ่มรู้สึกปวดนิ้วที่มีลักษณะคล้ายกับอาการที่ได้อธิบายไป อย่ารอช้าที่จะปรึกษาแพทย์ การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้คุณใช้ชีวิตอย่างไม่สบาย โดยเฉพาะถ้าอาการปวดเริ่มรุนแรงมากขึ้น การไปพบแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ จะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและสามารถรักษาได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

การใช้ชีวิตหลังการรักษา

หลังจากการผ่าตัดและนำเนื้องอกออก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม การดูแลเล็บและนิ้วให้สะอาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังผ่าตัด แพทย์จะแนะนำการดูแลหลังการผ่าตัดที่เหมาะสม และอาจแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมากเกินไปในช่วงแรก ๆ

สรุป

Glomus Tumor อาจเป็นเนื้องอกเล็ก ๆ แต่ความทรมานที่มันสร้างขึ้นอาจทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบาก หากคุณมีอาการปวดนิ้วที่ไม่หายเสียที อย่ารอช้าที่จะไปพบแพทย์ การตรวจวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และสามารถใช้นิ้วของคุณได้อย่างสบายใจอีกครั้ง

เพราะการดูแลสุขภาพนิ้วมือที่ดีจะช่วยให้คุณมีชีวิตที่มีความสุขและปราศจากความเจ็บปวด 😊

#ปวดนิ้ว #GlomusTumor #สุขภาพดี #พบแพทย์ #รักษาสุขภาพ #กระดูกและข้อ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567

คนไข้มีอาการปวดข้อหลายข้อ ต้องทำอย่างไร?

ในฐานะแพทย์กระดูกที่เจอคนไข้มีอาการปวดข้อหลายข้อ การตรวจวินิจฉัยจะต้องมีการพิจารณาตามสาเหตุที่เป็นไปได้ของอาการปวดข้อ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบภูมิคุ้มกันหรือการอักเสบของข้อ แพทย์จึงต้องส่งตรวจเลือดและตรวจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

การตรวจเลือดพื้นฐาน

1. Complete Blood Count (CBC): เพื่อตรวจดูระดับเซลล์เม็ดเลือดขาว แดง และเกล็ดเลือด ซึ่งจะช่วยประเมินการอักเสบหรือการติดเชื้อ

2. Erythrocyte Sedimentation Rate (ESR): เพื่อดูระดับการอักเสบในร่างกาย

3. C-Reactive Protein (CRP): เพื่อตรวจสอบว่ามีการอักเสบเฉียบพลันหรือไม่

4. Uric Acid: สำหรับตรวจสอบโรคเกาต์ (gout)

5. Liver and Kidney Function Tests: เพื่อประเมินสภาพการทำงานของตับและไต ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากโรคข้อหรือยารักษา

การตรวจที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบทางภูมิคุ้มกัน

1. Rheumatoid Factor (RF): เพื่อตรวจหาสารภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

2. Anti-Cyclic Citrullinated Peptide (Anti-CCP): เป็นการตรวจเฉพาะสำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มีความแม่นยำสูงขึ้น

3. Antinuclear Antibody (ANA): ใช้ในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น โรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus)

4. HLA-B27: เพื่อวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด (Ankylosing Spondylitis) และโรคข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การตรวจเพิ่มเติม

1. Synovial Fluid Analysis: การเจาะดูดน้ำในข้อเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ, เกาต์, หรือการอักเสบอื่น ๆ

2. X-ray / MRI: เพื่อประเมินความเสียหายของข้อหรือการอักเสบที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคข้อเสื่อม หรือโรคข้ออักเสบ

การวินิจฉัยอาการปวดข้อหลายข้อจำเป็นต้องพิจารณาทั้งอาการทางคลินิก ประวัติสุขภาพ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ครอบคลุมเพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำ

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร? รักษาอย่างไร?

ข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออะไร? รักษาอย่างไร?

ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะข้อต่อขนาดเล็ก เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วมือ ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติและโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบและความเจ็บปวดในข้อต่อต่าง ๆ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ โดยไม่รักษาอาจทำให้ข้อต่อเสียหายถาวรได้

อาการของข้ออักเสบรูมาตอยด์

อาการทั่วไปของข้ออักเสบรูมาตอยด์มักเริ่มต้นที่ข้อต่อเล็ก ๆ และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น

• ปวดและบวมที่ข้อต่อ โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือหลังจากหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน

• รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย

• น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

• มีอาการไข้ต่ำ ๆ

• รู้สึกตึงที่ข้อต่อเมื่อตื่นนอนตอนเช้า

การรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์

การรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์มุ่งเน้นไปที่การลดอาการอักเสบ ควบคุมอาการปวด และชะลอความเสียหายของข้อต่อ ซึ่งวิธีการรักษาได้แก่:

1. การใช้ยา: แพทย์จะให้ยากลุ่มต่าง ๆ เช่น

• ยาต้านการอักเสบแบบไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

• ยาแก้ปวด

• ยาระงับระบบภูมิคุ้มกัน

• ยาชะลอการดำเนินโรค (DMARDs) เช่น methotrexate ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบและป้องกันความเสียหายที่ข้อต่อ

2. การทำกายภาพบำบัด: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ ลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว

3. การผ่าตัด: ในกรณีที่ข้อต่อเสียหายรุนแรง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

4. การดูแลตัวเอง: การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือไขมันทรานส์ การนอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ

ปรับการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น

แม้ว่าข้ออักเสบรูมาตอยด์จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ด้วยการดูแลรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การปรับตัวและเข้าใจโรคสำคัญอย่างยิ่ง หากรู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการอักเสบ แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ขั้นตอนการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

ขั้นตอนการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

เมื่อพายุผ่านพ้นไป น้ำที่ท่วมบ้านเริ่มลดลง แต่ภารกิจที่ยากยิ่งขึ้นกำลังรออยู่ คือการฟื้นฟูบ้านให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม การดูแลหลังน้ำท่วมต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมาก เพื่อให้บ้านปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคต่างๆ ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่คุณควรปฏิบัติหลังจากน้ำท่วมบ้าน:

1. ตัดไฟและแก๊สก่อนเข้าบ้าน

อย่าเปิดไฟหรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าโดยเด็ดขาดจนกว่าจะมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าในบ้านปลอดภัย ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสายไฟและระบบแก๊สก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

2. สวมอุปกรณ์ป้องกันตัว

ก่อนเข้าไปในบ้าน ควรสวมถุงมือ รองเท้าบูท และหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการสัมผัสกับสิ่งสกปรก สารเคมี หรือเชื้อโรคที่อาจติดมากับน้ำท่วม

3. ระบายอากาศในบ้าน

เปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเพื่อให้อากาศถ่ายเท ลดกลิ่นอับและความชื้นที่จะนำไปสู่การเกิดเชื้อรา การระบายอากาศเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้บ้านของคุณแห้งและน่าอยู่ขึ้น

4. ทำความสะอาดพื้นผิวและสิ่งของที่โดนน้ำท่วม

ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในการเช็ดล้างพื้นผิวและของใช้ที่สัมผัสกับน้ำท่วม โดยเฉพาะห้องครัวและห้องน้ำ ควรทำความสะอาดอย่างละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค

5. กำจัดสิ่งของที่เสียหายหรือปนเปื้อน

หากเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้บางชิ้นไม่สามารถซ่อมแซมได้ ควรทิ้งเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อรา เช่น พรม ฟูก หรือสิ่งของที่ดูดซับน้ำ ควรพิจารณาทิ้งหากไม่สามารถทำให้แห้งและสะอาดได้

6. ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน

หลังน้ำท่วม อาจมีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างบ้าน เช่น ผนัง พื้น หรือหลังคา ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและซ่อมแซม เพื่อป้องกันอันตรายจากการแตกร้าวหรือทรุดตัวของโครงสร้าง

7. ทำความสะอาดระบบระบายน้ำและท่อ

ตรวจสอบท่อระบายน้ำไม่ให้มีสิ่งอุดตัน เพื่อป้องกันการกลับมาของน้ำขังหรือการแพร่เชื้อโรคในอนาคต

8. ตรวจสอบแหล่งน้ำดื่ม

อย่าดื่มน้ำจากบ่อน้ำหรือแทงก์น้ำที่อาจได้รับการปนเปื้อน ควรใช้น้ำดื่มบรรจุขวดหรือน้ำจากแหล่งที่ปลอดภัย จนกว่าจะมั่นใจว่าแหล่งน้ำที่ใช้งานในบ้านสะอาดและปลอดภัย

9. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานท้องถิ่น

หากมีความเสียหายรุนแรง ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบริษัทประกันภัย เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและความช่วยเหลือที่เหมาะสม

การฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วมอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้คุณและครอบครัวกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดได้อีกครั้ง ขอให้ทุกท่านสู้ๆ และผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง!

เป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

#ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม #ความปลอดภัยของบ้าน #สู้ภัยน้ำท่วม #เราจะผ่านไปด้วยกัน

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567

5 โรคที่ควรระวังในช่วงน้ำท่วม !! พร้อมวิธีป้องกันและสัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์

5 โรคที่ควรระวังในช่วงน้ำท่วม !!

พร้อมวิธีป้องกันและสัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ทำให้เราไม่สบายใจแน่นอน แต่ไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินเท่านั้นที่ต้องกังวล สุขภาพก็สำคัญมากๆ นะครับ เพราะเมื่อมีน้ำท่วม โรคต่างๆ ที่มากับน้ำก็สามารถระบาดได้ง่ายมาก วันนี้ผมขอมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับ 5 โรคที่พบบ่อยช่วงน้ำท่วม และที่สำคัญคือวิธีการป้องกันและดูแลตัวเอง รวมถึงสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าต้องรีบพบแพทย์ครับ

1. โรคน้ำกัดเท้า (ฮ่องกงฟุต)

เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เท้าเราแช่น้ำหรือเปียกชื้นนานๆ จนผิวหนังเริ่มพุพอง แสบคัน ถ้าไม่ดูแลอาจลุกลามเป็นเชื้อราหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียได้ครับ

วิธีป้องกัน:

• ใส่รองเท้าบู๊ตกันน้ำหรือรองเท้าที่สามารถป้องกันการสัมผัสน้ำโดยตรง

• ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากเดินลุยน้ำ

• เช็ดเท้าให้แห้งสนิททันที และหากเท้าเปียกเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนถุงเท้าและรองเท้า

• หากมีบาดแผล ควรพันผ้ากันน้ำหรือใส่ถุงพลาสติกป้องกันแผลโดนน้ำ

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์:

• ผิวหนังเริ่มพุพองเป็นแผลใหญ่

• อาการคันหรือปวดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

• มีหนองหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์จากแผล

2. โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะหนูที่ปนเปื้อนในน้ำท่วม เมื่อเราเดินลุยน้ำหรือน้ำเข้าปากหรือจมูกโดยไม่รู้ตัว จะทำให้ติดเชื้อและเกิดอาการได้

วิธีป้องกัน:

• หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนานๆ โดยเฉพาะน้ำที่มีกลิ่นหรือสกปรก

• สวมถุงมือและรองเท้าบู๊ตเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำท่วม

• ล้างเท้าและร่างกายด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจากสัมผัสน้ำ

• ปิดแผลให้มิดชิดก่อนลงน้ำ และหากมีแผลใหม่ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์:

• ไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง

• ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม

• มีอาการอ่อนเพลียมาก อาเจียน หรือปวดท้อง

3. โรคอุจจาระร่วง

โรคนี้เกิดจากการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคในน้ำท่วม เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต อาการที่พบได้คือท้องเสียและอาเจียน

วิธีป้องกัน:

• ดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือใช้น้ำขวดที่สะอาดเท่านั้น

• ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า

• กินอาหารที่สุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้ในพื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์:

• ท้องเสียเกิน 2-3 วัน หรือมีอาการท้องเสียรุนแรง

• อาเจียนต่อเนื่อง หรือมีอาการอ่อนเพลียจนทำอะไรไม่ไหว

• มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย หรือรู้สึกอ่อนล้าอย่างมาก

4. โรคไข้เลือดออก

น้ำท่วมจะทำให้เกิดแหล่งน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก อาการที่พบคือไข้สูง ปวดหัว และปวดตามร่างกาย

วิธีป้องกัน:

• กำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน เช่น ถังน้ำที่ไม่มีฝาปิด หรือแหล่งน้ำเล็กๆ

• ใช้มุ้งลวดหรือมุ้งนอนเพื่อป้องกันยุงกัด

• ใช้ยาทากันยุง และสวมเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันยุงกัด

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์:

• ไข้สูงเฉียบพลันที่ไม่ลดลงภายใน 2-3 วัน

• ปวดท้องมาก อาเจียนติดต่อกัน หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง

• รู้สึกอ่อนแรง วิงเวียน หรือมีปัญหาทางเดินหายใจ

5. โรคตาแดง (Conjunctivitis)

เมื่อเราสัมผัสกับน้ำสกปรกแล้วน้ำกระเด็นเข้าตา หรือใช้มือสกปรกขยี้ตา จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตา มีอาการคัน แสบตา น้ำตาไหล ตาแดง

วิธีป้องกัน:

• ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสใบหน้าและตา

• หากน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที

• หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น และไม่ขยี้ตาเมื่อรู้สึกคัน

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์:

• อาการตาแดงไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

• มีน้ำตาหรือขี้ตาสีเหลืองหรือเขียว

• ปวดตาหรือมีอาการมองเห็นผิดปกติ

สุดท้ายนี้ครับ อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัวให้ดีในช่วงน้ำท่วมนี้นะครับ หมั่นรักษาความสะอาด และถ้าเริ่มมีอาการผิดปกติอย่ารอช้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีครับ การป้องกันและดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วงนี้ ยังไงทุกคนก็อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำและรักษาสุขภาพให้ดีนะครับ!

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

ความสูงและพัฒนาการในเด็กชายและเด็กหญิง: เรื่องน่ารู้ที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด!!

ความสูงและพัฒนาการในเด็กชายและเด็กหญิง: เรื่องน่ารู้ที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด!!

เรื่องของความสูงในเด็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่มักให้ความสนใจมาก บางครั้งก็สงสัยว่า “ทำไมลูกของฉันถึงยังไม่สูงเท่าเพื่อนๆ” หรือ “ลูกเราจะสูงได้ขนาดไหนนะ?” ไม่ต้องกังวลครับ เด็กแต่ละคนมีเส้นทางการเติบโตที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดีและแข็งแรง

พัฒนาการทางความสูงของเด็กชายและเด็กหญิง

โดยทั่วไป เด็กชายและเด็กหญิงจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละช่วงอายุ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่พวกเขาเริ่มเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “วัยแตกเนื้อหนุ่มแตกเนื้อสาว” มาดูกันว่าในแต่ละช่วงอายุ เด็กชายและเด็กหญิงควรจะมีความสูงประมาณเท่าไหร่

• เด็กอายุ 5 ปี: เด็กชายและเด็กหญิงมักจะมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 105-115 เซนติเมตร ทั้งสองเพศยังไม่มีความแตกต่างชัดเจนในเรื่องความสูง

• เด็กอายุ 10 ปี: เด็กผู้ชายจะมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 130-140 เซนติเมตร ส่วนเด็กผู้หญิงมักจะสูงกว่าเล็กน้อย คือประมาณ 135-145 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กหญิงอาจเริ่มสูงขึ้นเร็วกว่าชั่วคราว

• ช่วงวัยรุ่น (12-16 ปี): ในช่วงนี้เด็กหญิงมักจะโตเร็วก่อนเด็กชายในช่วงแรกๆ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เด็กชายจะตามทันและมักจะสูงกว่าเด็กหญิงเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 16-18 ปี

ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง

หลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เด็กสูง?” มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูงของเด็กครับ เรามาดูกัน

1. พันธุกรรม: ถ้าพ่อแม่สูง ลูกก็มักจะมีโอกาสสูงตามไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

2. อาหาร: การรับประทานอาหารที่ครบหมู่ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินดี และแคลเซียม จะช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก

3. การออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเล่นกีฬา วิ่ง หรือกระโดดเชือก จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกได้ดี

4. การนอนหลับ: เด็กที่ได้นอนหลับเพียงพอ จะมีฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่ทำงานได้เต็มที่ เด็กๆ ควรนอนอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงต่อคืน

5. สุขภาพทั่วไป: การดูแลสุขภาพให้ดี เช่น การป้องกันโรคติดเชื้อและดูแลน้ำหนักที่เหมาะสม ก็จะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก

อย่ากังวลเกินไป

สิ่งสำคัญคือการให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี และไม่ควรกังวลเกินไปเรื่องความสูง หากเด็กเติบโตตามเกณฑ์ และมีสุขภาพแข็งแรง พ่อแม่ก็สบายใจได้

ความสูงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพัฒนาการครับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ

สรุปแล้ว…

ความสูงไม่ใช่สิ่งที่บอกว่าลูกของคุณจะประสบความสำเร็จหรือมีความสุข แต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ให้พวกเขาได้เติบโตอย่างแข็งแรงและมั่นใจในตัวเอง คือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ!

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ความสูง #พัฒนาการเด็ก

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2567

เข่าเสื่อม!!! ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมอะไรบ้าง??

เข่าเสื่อม!!! ต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมอะไรบ้าง??

ข้อเข่าเสื่อมคือภาวะที่กระดูกอ่อนในข้อเข่าเริ่มสึกกร่อน จนทำให้เวลาขยับข้อเข่า กระดูกอาจเสียดสีกัน ซึ่งทำให้เกิดอาการปวด บวม และเจ็บมากกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าคุณรู้ว่าข้อเข่าของคุณเสื่อม ควรเลี่ยงกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้เข่าทำงานหนัก มาดูกันว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ควรเลี่ยงเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง

1. การวิ่ง

การวิ่งอาจจะเป็นกิจกรรมที่หลายคนชอบ เพราะมันทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่สำหรับคนที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม การวิ่งคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะการวิ่งทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกระแทกมากขึ้นทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น ถ้าเรายังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ อาการเสื่อมของข้อเข่าจะยิ่งแย่ลง

แล้วควรทำยังไงแทน?

ให้ลองเปลี่ยนมาทำกิจกรรมที่ไม่กดดันข้อเข่ามาก เช่น การเดินเบาๆ การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายได้ออกกำลังกายโดยไม่ต้องทำให้ข้อเข่าทำงานหนักเกินไป

2. นั่งยองๆ หรือพับเพียบ

เวลาคุณนั่งยองๆ หรือพับเพียบ ข้อเข่าของคุณจะต้องแบกรับน้ำหนักตัวคุณทั้งหมด ทำให้ข้อเข่าเจ็บและเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะในคนที่ข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว

แล้วควรทำยังไงแทน?

พยายามหาวิธีนั่งที่ไม่ต้องกดดันเข่า เช่น นั่งเก้าอี้ หรือนั่งโดยใช้หมอนรองเข่า การนั่งแบบนี้จะช่วยลดแรงกดบนข้อเข่าและทำให้คุณไม่เจ็บเข่ามากขึ้น

3. การยกของหนัก

การยกของหนักทำให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อาการข้อเข่าเสื่อมแย่ลง ยิ่งของหนักเท่าไหร่ ข้อเข่าของคุณก็จะต้องทำงานหนักขึ้นเท่านั้น

แล้วควรทำยังไงแทน?

ถ้าจำเป็นต้องยกของหนักจริงๆ ลองหาคนช่วย หรือใช้เครื่องมือช่วยยกแทน เพื่อให้ข้อเข่าไม่ต้องรับแรงกดดันมากเกินไป และพยายามเลี่ยงการยกของหนักๆ ถ้าไม่จำเป็น

4. การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ

การขึ้นลงบันไดเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้ข้อเข่าต้องงอและรับน้ำหนักไปในตัวทุกครั้งที่ก้าว การทำบ่อยๆ จะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น

แล้วควรทำยังไงแทน?

หากเป็นไปได้ ให้เลี่ยงการใช้บันไดบ่อยๆ โดยใช้ลิฟต์แทนเมื่อทำได้ หรือพยายามแบ่งกิจกรรมที่จะต้องขึ้นลงบันไดออกเป็นช่วงๆ อย่าทำต่อเนื่องจนเข่าต้องทำงานหนักเกินไป

5. การนั่งคุกเข่า

นั่งคุกเข่า เช่นเวลาทำงานบ้าน หรือนั่งสวดมนต์เป็นเวลานาน จะทำให้ข้อเข่าเกิดแรงกดมาก ยิ่งถ้าคุกเข่าเป็นเวลานาน อาการปวดจะยิ่งแย่ลง

แล้วควรทำยังไงแทน?

หากต้องทำกิจกรรมที่ต้องนั่งคุกเข่า ควรใช้หมอนหรือเบาะรองเพื่อบรรเทาแรงกด หรือหาวิธีที่ทำให้เข่าไม่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวเต็มที่ เช่น ใช้ท่านั่งที่สบายขึ้น

สรุป

ถ้าคุณมีอาการข้อเข่าเสื่อม ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เข่ารับน้ำหนักหรือแรงกดมากเกินไป หันไปทำกิจกรรมที่เบาลงและไม่ทำร้ายเข่า เช่น การเดินเบาๆ การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้น และข้อเข่าของคุณก็จะทำงานได้นานขึ้น!

#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ดูแลข้อเข่า #รักษาข้อเข่า #สุขภาพดีไม่มีปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru